ต้นทุนคลังสินค้าคืออะไร ทำไมต้องรู้

หลายธุรกิจมองว่าต้นทุนคลังสินค้าคือแค่ "ค่าเช่าคลัง" แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนที่แท้จริงครอบคลุมมากกว่านั้นมาก ตั้งแต่เงินเดือนพนักงาน ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ไปจนถึงดอกเบี้ยที่จมอยู่ในสต็อกสินค้า

การไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงทำให้ธุรกิจตั้งราคาขาดทุนโดยไม่รู้ตัว หรือมองไม่เห็นว่าคลังสินค้าของตนมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

การคำนวณต้นทุนคลังสินค้าจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจทางธุรกิจที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระบบ WMS การจัดเก็บสต็อกให้น้อยลง หรือการปรับโครงสร้างทีมงาน

ต้นทุน 3 ประเภทของคลังสินค้า

โมเดลต้นทุนคลังสินค้ามาตรฐานแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก แต่ละประเภทมีลักษณะและรายการค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน

1) Fixed Costs — ต้นทุนคงที่

ต้นทุนที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกเดือนไม่ว่าคลังจะยุ่งหรือไม่ก็ตาม ประกอบด้วย:

รายการ ตัวอย่างในโมเดล
ค่าเช่าคลัง1,000 บาท/ตร.ม. × 200 ตร.ม. = 200,000 บาท/เดือน
ค่าเช่า Forklift35,000 บาท × 2 คัน = 70,000 บาท/เดือน
ค่า Handlift8,000 บาท × 7 คัน = 56,000 บาท/เดือน
ค่าเสื่อม Selective Rack500,000 ÷ 120 เดือน = 4,167 บาท/เดือน
WH Manager70,000 บาท/เดือน
Supervisor35,000 บาท × 2 คน = 70,000 บาท/เดือน
Officer12,000 บาท × 10 คน = 120,000 บาท/เดือน
รปภ.15,000 บาท/เดือน
ค่าตัดเสื่อมระบบ IT (WMS on-premise)3,000,000 ÷ 120 เดือน = 25,000 บาท/เดือน
ค่าระบบ WMS (SaaS ในโมเดลตัวอย่าง)1,990 บาท/เดือน
Handheld Scanner30,000 บาท × 10 เครื่อง ÷ 60 เดือน = 5,000 บาท/เดือน
CCTV, Safety, Wifi, Infra, Computer, Printerรวมตามสภาพจริงของแต่ละคลัง

2) Variable Costs — ต้นทุนผันแปร

ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณงานในแต่ละเดือน ประกอบด้วย:

รายการ ตัวอย่างในโมเดล
ค่าล่วงเวลา (OT)30,000 บาท/เดือน
วัสดุบรรจุ20,000 บาท/เดือน
ค่าขนส่งภายใน1,500 บาท × 100 เที่ยว = 150,000 บาท/เดือน
ค่าน้ำค่าไฟ15,000 บาท/เดือน

3) Inventory Holding Costs — ต้นทุนการถือครองสินค้า

ต้นทุนที่มักถูกมองข้าม แต่มีผลกระทบสูงโดยเฉพาะธุรกิจที่มีสต็อกมูลค่าสูง ประกอบด้วย:

รายการ ตัวอย่างในโมเดล
ดอกเบี้ยต้นทุนสินค้าสต็อก 10,000,000 บาท × 8%/ปี ÷ 12 = 66,667 บาท/เดือน
ค่าประกันสินค้า12,000 บาท/ปี ÷ 12 = 1,000 บาท/เดือน
ค่าความเสียหาย/สูญหาย1,000,000 บาท/ปี ÷ 12 = 83,333 บาท/เดือน

ต้นทุนการถือครองสินค้านี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าสต็อกที่คงค้างอยู่ในคลัง ยิ่งสต็อกสูงหรือ Turnover ช้า ต้นทุนส่วนนี้ก็ยิ่งบาน ธุรกิจที่ควบคุม Stock Turnover ได้ดีจะสามารถลดต้นทุนส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน

สูตรคำนวณต้นทุนต่อหน่วยและ % ของยอดขาย

เมื่อรวบรวมต้นทุนทั้ง 3 ประเภทแล้ว ให้นำมาคำนวณตามสูตรต่อไปนี้:

สูตร คำอธิบาย
ต้นทุนคลังรวม/เดือน Fixed + Variable + Inventory Holding
ต้นทุน/หน่วย ต้นทุนรวม/เดือน ÷ throughput (Invoice หรือ Pallet/เดือน)
% ของยอดขาย (ต้นทุนคลัง/ปี ÷ ยอดขาย/ปี) × 100

Throughput คือจำนวน Invoice หรือจำนวน Pallet ที่ผ่านคลังในแต่ละเดือน ให้เลือกหน่วยที่สื่อความหมายมากที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ เช่น ธุรกิจ B2C ใช้จำนวน Order ส่วนธุรกิจ B2B ที่ขนส่งเป็น Pallet อาจใช้จำนวน Pallet เป็นตัวหาร

เมื่อได้ % ของยอดขาย แล้ว ให้เทียบกับ benchmark อุตสาหกรรมของตนเอง เช่น

  • FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภค): ประมาณ 8% หรือต่ำกว่า
  • อาหารและเครื่องดื่ม: อาจสูงกว่าเล็กน้อยเนื่องจาก Cold Chain
  • ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม: อาจต่ำกว่าเนื่องจากสินค้ามีมูลค่าสูงต่อชิ้น

ตัวอย่างการคำนวณจากโมเดลจริง

ตัวอย่างต่อไปนี้มาจากโมเดลต้นทุนจริงที่ทีม MOLOG ใช้วิเคราะห์ให้ลูกค้า ตัวเลขทั้งหมดเป็นไปตามที่ปรากฏในไฟล์ต้นฉบับ:

ประเภทต้นทุน ยอดรวม/เดือน (ตัวอย่าง)
Fixed Costs (ค่าเช่า + อุปกรณ์ + เงินเดือน + IT)รวมตามรายการในตารางด้านบน
Variable Costs (OT + วัสดุ + ขนส่ง + ไฟฟ้า)30,000 + 20,000 + 150,000 + 15,000 = 215,000 บาท
Inventory Holding Costs (ดอกเบี้ย + ประกัน + ความเสียหาย)66,667 + 1,000 + 83,333 = 151,000 บาท
ต้นทุนคลังรวม/เดือน≈ 860,967 บาท

นำต้นทุนรวมมาคำนวณ % ยอดขาย:

  • ต้นทุนคลัง/ปี = 860,967 × 12 = 10,331,604 บาท
  • ยอดขาย/ปี = 150,000,000 บาท
  • % ของยอดขาย = (10,331,604 ÷ 150,000,000) × 100 = 6.89%
  • Benchmark FMCG: ~8%
  • ผลลัพธ์: ต่ำกว่า benchmark — ถือว่าดี

สังเกตว่าค่าระบบ WMS SaaS (1,990 บาท/เดือน ในตัวอย่างนี้) เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของ Fixed Costs ทั้งหมด แต่มีผลต่อการลดต้นทุนในส่วนอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

หมายเหตุ: ราคาค่าบริการ WMS จริงของ MOLOG ขึ้นอยู่กับ tier และจำนวนผู้ใช้ ตัวเลข 1,990 บาท/เดือนในตัวอย่างนี้เป็นเพียง assumption ในโมเดลต้นทุน ไม่ใช่ราคาขายจริง

WMS ช่วยลดต้นทุนคลังสินค้าอย่างไร

เมื่อรู้ต้นทุนแต่ละประเภทแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาวิธีลดต้นทุนเหล่านั้น Warehouse Management System (WMS) ช่วยได้ใน 3 มิติหลัก:

ลด Error — ลด Inventory Holding Cost

WMS ที่ใช้ Barcode Scan ทุก Transaction ช่วยลด error ในการบริหารคลังได้ 70–90% ซึ่งหมายถึงสินค้าหายน้อยลงโดยตรง ต้นทุนความเสียหาย/สูญหาย (ที่ในตัวอย่างข้างต้นอยู่ที่ 1,000,000 บาท/ปี) มีโอกาสลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ Stock Accuracy ที่สูงขึ้น (เป้าหมาย 99%+) ทำให้ลด Safety Stock ได้ ส่งผลให้มูลค่าสต็อกที่คงค้างในคลังต่ำลง ดอกเบี้ยต้นทุนสินค้าลดลงตามไปด้วย

เพิ่มความเร็วงาน — ลด Variable Cost และ Fixed Cost (Labor)

WMS ช่วยเพิ่มความเร็วในกระบวนการหลักได้ชัดเจน ตัวเลขจากโมเดล ROI ของ MOLOG:

  • การรับสินค้า (Receiving): เร็วขึ้น 30%
  • การหยิบสินค้า (Picking): เร็วขึ้น 50%
  • การบรรจุ (Packing): เร็วขึ้น 30%
  • การตรวจสอบ (Checking): เร็วขึ้น 30%

ความเร็วที่เพิ่มขึ้นหมายถึงลด OT ได้โดยตรง และยังเปิดโอกาสให้ Throughput สูงขึ้นโดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม

บริหารพื้นที่ได้คุ้มขึ้น — ลด Fixed Cost (ค่าเช่าคลัง)

ระบบ Location Management ช่วยใช้พื้นที่คลังได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการย้ายสินค้าซ้ำซ้อน และช่วยให้ไม่ต้องขยายคลัง (หรือขยายช้าลง) ซึ่งเป็นการลดต้นทุนคงที่ด้านค่าเช่าได้ทางอ้อม

สรุปสิ่งที่ต้องรู้

Key Takeaways — ต้นทุนคลังสินค้า

  • ต้นทุนคลัง = Fixed + Variable + Inventory Holding ต่อเดือน
  • ต้นทุน/หน่วย = ต้นทุนรวม ÷ Throughput (Invoice หรือ Pallet)
  • % ของยอดขาย = (ต้นทุนคลัง/ปี ÷ ยอดขาย/ปี) × 100 — benchmark FMCG ≈ 8%
  • ตัวอย่างจริง: 860,967 บาท/เดือน ที่ยอดขาย 150 ล้าน/ปี = 6.89% (ต่ำกว่า benchmark)
  • WMS ลด error ได้ 70–90% ลด Picking Time 50% และช่วยควบคุม Stock Turnover ดีขึ้น 20%
  • ยิ่งรู้ต้นทุนชัด ยิ่งตัดสินใจลงทุนระบบได้ถูกต้อง — ทีม MOLOG ทำ ROI Report ให้ภายใน 7 วัน
6.89% ต้นทุนคลัง/ยอดขาย ในตัวอย่างโมเดล
~8% Benchmark FMCG (เกณฑ์ที่ดี)
70–90% ลด Error ด้วย WMS